:::     :::

"ฐานกลางคู่ กู้ฟอร์มบรูโน่"

วันศุกร์ที่ 25 สิงหาคม 2566 คอลัมน์ #BELIEVE โดย ศาลาผี
2,449
ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา โปรดติดตามเรา :
เพิ่มเพื่อน
เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
แก้ปัญหาเฉพาะในหน้าช่วงที่มีนักเตะสำคัญบาดเจ็บออกไปจากทีม อาจจะเป็นโอกาสให้แมนยูไนเต็ดเรียกฟอร์มเก่าๆกลับมาสำเร็จก็ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ามีการปรับแผนกลับไปสู่การใช้ระบบกลางคู่อย่างเต็มตัวอีกครั้ง นักเตะที่จะเฉิดฉายแน่นอนก็คือกัปตันบรูโน่นั่นเอง และนี่คือเหตุผลของสมมติฐานในเรื่องนี้

ท่ามกลางข่าวอาการบาดเจ็บของนักเตะแมนยูไนเต็ดถึง 7 รายในขณะนี้ที่กำลังเขียนบทความอยู่ เรายังเหลือโปรแกรมอีกถึงสองเกมด้วยกันในการเจอกับ น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ และ อาร์เซนอล ในสุดสัปดาห์นี้และอาทิตย์หน้าตามลำดับ แล้วจึงค่อยพักเบรคทีมชาติ แมนยูไนเต็ดจึงจำเป็นต้องหาทางเอาตัวรอดให้ได้ในยามที่ทีมไม่สมบูรณ์ในขณะนี้

นักเตะที่บาดเจ็บของเราประกอบไปด้วย

Mason Mount

Luke Shaw

Rasmus Højlund

Amad Diallo

Tyrell Malacia

Kobby Mainoo

Tom Heaton

กองหน้า ปีก แบ็ค มิดฟิลด์ ผู้รักษาประตู ครบเลย

นอกจากตัวจะเจ็บเยอะแล้ว ฟอร์มการเล่นก็ยังลุ่มๆดอนๆอย่างที่เราทราบกัน ระบบ 4-3-3 ที่เทน ฮาก พยายามจะใช้นักเตะใหม่อย่างเมสัน เมาท์ เข้ามาเป็นตัวหลักในการเล่นให้ทีม ยังไม่สามารถสร้างการเล่นที่มีประสิทธิภาพได้ สมดุลในแดนกลางขาดหายไปเยอะ คาเซมิโร่ทำงานหนักอย่างโดดเดี่ยว ขณะที่ภาคการครองบอลของทีมหายไปอย่างสิ้นเชิง

กับการบาดเจ็บของเมสัน เมาท์ และ ลุค ชอว์ ซึ่งเป็นสองตัวหลักของทีม ทำให้แมนยูไนเต็ด และ เอริค เทน ฮาก จะต้องหาทางแก้ไขในเรื่องนี้ ซึ่งตำแหน่งแบ็คซ้ายของลุค ชอว์ อยู่ที่วิจารณญาณของ EtH ว่าจะเลือกตัวมีประสบการณ์อย่าง ดาโลต์ ลงสนามก่อน หรือจะใช้เด็กดาวรุ่งที่เล่นตำแหน่งแบ็คซ้ายธรรมชาติอย่าง อัลบาโร่ เฟอร์นันเดซ ลงสนามในตำแหน่งนี้

พิจารณาจากหลายๆเหตุผล ไม่ว่าแฟนบอลจะชอบหรือไม่ชอบ ยังไงดาโลต์ก็มีสิทธิ์ออกสตาร์ทก่อนในฐานะผู้เล่นหลักของทีม และอัลบาโร่ก็จะอยู่ในสถานะแบ็คอัพอีกทีหนึ่ง

แต่ปัญหากองกลางที่ขาดเมสัน เมาท์ไปนี่สิ เราจะเอาใครมาลงแทน ตำแหน่งนี้ต้องคิดดีๆ ซึ่งจากนักเตะที่ยังเหลืออยู่ในทีม สัปดาห์นี้นอกจาก คาเซมิโร่ กับ บรูโน่ ที่ต้องยืนพื้นการเล่นให้ทีมอยู่แล้ว อีกหนึ่งตำแหน่งในแดนกลางของเรา ไม่ว่าจะในระบบ 4-3-3 หรือจะเป็นแผนเดิมอย่าง 4-2-3-1 ตัวเลือกมิดฟิลด์ของเราเหลือนักเตะอยู่สามคนตามตำแหน่ง นั่นก็คือ คริสเตียน เอริคเซ่น และ ฮันนิบาล เมจบรีที่อาจได้รับการพิจารณาก่อน

ส่วนอีกคน "แม็คโทมิเนย์" อาจจะเป็นตัวเลือกแบ็คอัพของคาเซมิโร่ ในยามที่ทีมยังไม่ได้เสริมกลางต่ำอย่างอัมราบัตเข้ามา แต่ตอนนี้เขาแทบจะหลุดจากวงโคจรของเทนฮากไปแล้วไม่ต่างกับเคสแฮรี่ แมกไกวร์ ซึ่งแม้ว่าเขาจะเป็นมิดฟิลด์เบอร์ 8 ธรรมชาติเหมือนกันในแบบ Box-to-Box แต่มิติการเล่นของน้องแม็คมีปัญหาเรื่องที่ไม่สามารถคุมเกมและสร้างเกมครองบอลให้กับทีมได้ ซึ่งต่างจากเมาท์ เอริคมองแม็คโทฯในลักษณะของมิดฟิลด์ตัวเติมในลักษณะกึ่งๆ Second Striker ให้ยืน AM แบบดันเกมสูงเข้ากรอบเขตโทษไปเลย ซึ่งต่างกับเมาท์ที่พอจะประสานแดนกลางได้ การใช้ 8s ที่จะลองปรับพวกแม็คโทมิเนย์มาเล่นแทนเมาท์ จึงอาจจะยาก เพราะมิติการเล่นไม่เหมือนกัน

ส่วนด้านดอนนี่ ฟานเดอเบค มีโอกาสย้ายทีมสูง ในแง่ของการลงเล่นเป็นตัวจริงเพื่อรับมือเกมข้างหน้านี้จึงมีความไม่แน่นอนทั้งเรื่องของสถานะ และสไตล์การเล่นที่เขามักเติมสูงเข้ากรอบเช่นเดียวกับวิธีใช้แม็คโทมิเนย์ ดังนั้น VDB จึงไม่อยู่ในสมการเรื่องการแก้ปัญหาของแมนยูในยามที่ขาดเมสัน เมาท์ตอนนี้

เซ็ตมิดฟิลด์ที่เหลืออยู่ 5 คนสุดท้าย อย่างน้อยๆก็ในช่วงสองเกมข้างหน้านี้ ก็คงจะเหลือแค่ คาเซมิโร่ / บรูโน่ / เอริคเซ่น / แม็คโทมิเนย์ / ฮันนิบาล คำถามคือ เราจะจัดชุดกองกลางยังไงเพื่อให้เอาตัวรอดให้ได้ในช่วงเกมข้างหน้านี้

สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจคือ ในเมื่อตอนนี้ "เมสัน เมาท์" ออกจากสมการไปแล้วเนื่องจากต้องพักรักษาอาการบาดเจ็บสักระยะ ดังนั้นเรื่องที่ทีมจะต้องเล่นทรง 4-3-3 จึงมีโอกาสน้อยลง 

และมีความเป็นไปได้ที่ทีมจะกลับมาเล่นระบบ double pivot 4-2-3-1 มากขึ้น

สิ่งที่เราสนใจที่สุดก็คือ หากกลับมาเล่นระบบนี้  Bruno Fernandes จะได้มาเล่นในบทบาทที่เขาถนัดอีกครั้งในการเป็นผู้เล่นเบอร์ 10 ที่ทำเกมรุกเต็มตัว ใน role การเป็น Advance Playmaker เหมือนที่เคยเป็นมาตลอด ซึ่งนั่นอาจจะทำให้ฟอร์มการเล่นของเขากลับมาฟื้นคืนชีพในฐานะตัวแบกเกมรุกของทีมเราอีกครั้ง

จุดสำคัญที่ระบบนี้อาจทำให้กัปตันเรียกฟอร์มเก่งกลับมาได้ มีเหตุผลสองประการใหญ่ๆดังนี้

1. ได้เล่นเกมรุกในแดนบนเต็มตัวในฐานะเบอร์ 10 

การที่บรูโน่ไม่ต้องลงต่ำมาเชื่อมเกมหรือเล่นเกมรับเยอะจนเกินไป ทำให้สามารถใช้งานบรูโน่ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ จากการที่เขามีความโดดเด่นด้านการสร้างสรรค์เกมรุก

ไม่ต้องใช้ "แรม" เปลืองไปกับการเล่นเกมรับมากจนเกินไป และไม่ต้องเปลืองพลังลงต่ำมาเชื่อมเกมจนอยู่ "ห่างจากปากประตูคู่แข่ง" เรื่องนี้สำคัญมากที่ทำให้แผนนี้บรูโน่เด่น เนื่องจากจุดแข็งอีกอย่างของบรูโน่นอกจากการปั้นเกม คือการเติมเข้าพื้นที่สุดท้ายเพื่อจบสกอร์ นี่คือจุดเด่นที่เขาแสดงให้เห็นมาตลอดตั้งแต่ปีแรกๆ บรูโน่จบสกอร์ได้ดีมากพอสมควร ดังนั้นยิ่งได้หาตำแหน่งใกล้พื้นที่สุดท้ายมากขึ้น เขาจะยิ่งเล่นได้ดีกว่าเดิม

ดังนั้น ใน Formation 4-2-3-1 บรูโน่จะได้เล่นเป็น "ตัวรุก" แบบเต็มตัวในฐานะเบอร์ 10 ไม่ต้องมาเล่น 8 กึ่ง 10 เหมือนแผน 4-3-3 และเขาแสดงความสามารถออกมาไม่เต็มที่

บรูโน่กับแผน 4-3-3 ไม่ใช่จุดที่ทำให้เขาระเบิดฟอร์มได้เลย จุดสังเกตเวลากลับไปเล่นทีมชาติโปรตุเกสนัดไหนที่ต้องเล่นทรง 4-3-3 และเขาต้องทำงานในแดนกลางเยอะๆ ความโดดเด่นของฝีเท้าจะหายไปในทันที ภาษาชาวบ้านคือเล่นไม่ออก นั่นคือปัญหาที่สังเกตได้ชัดว่า ในระบบ 4-3-3 ที่ใช้บรูโน่เป็นกลางคู่ 8s ไม่ใช่ระบบที่ดีที่สุดสำหรับดึงความสามารถของบรูโน่ แฟร์นันด์ส ออกมา

ระยะหลัง ผู้จัดการทีมชาติโปรตุเกสจึงแก้ปัญหานี้ด้วยการดันบรูโน่ขึ้นสูง ย้ายไปเล่นตัวบนในตำแหน่ง "ตัวรุกทางขวา" ในแผน 4-3-3 ปรากฏว่าฟอร์มดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ต่างออกไปจากสมัยก่อนที่เล่นแผนนี้เหมือนกันแต่ใช้บรูโน่เล่นกลาง แบบนั้นเงียบสนิท

พูดง่ายๆคือ ถ้าจะใช้แผนนี้ให้บรูโน่ฟอร์มดี ต้องจับเขาไปเป็นตัวรุกเต็มรูปแบบเท่านั้น ถ้าให้แกเล่นเป็นหนึ่งในมิดฟิลด์สามตัวของแผนนี้ฟอร์มจะไม่ค่อยโดดเด่นมาก แก้ได้คือถ้าจับไปเล่นรุก ผลงานก็ยอดเยี่ยมอย่างที่เห็นในฟุตบอลโลกที่กาตาร์นั่นเอง (ส่วนในช่วงหลัง กุนซือโรแบร์โต้ มาร์ติเนซ ปรับโปรตุเกสมาเล่น 3-4-3 แล้วให้บรูโน่เล่นกลางคู่กับเนเวส หรือไม่ก็ปาลินญ่า ต้องดูกันต่อไปว่าจะปังหรือไม่ปัง)

2. ระบบ double pivot มีมิดฟิลด์ "ฐานซัพพอร์ทบอล" ให้บรูโน่ได้ดีกว่า

นอกจากปัจจัยแรกที่อธิบายในแง่มุมของเกมรุกแล้วว่า ระบบนี้บรูโน่จะได้เล่นเกมรุกเต็มตัว มองกลับไปยังอีกมุมหนึ่ง ด้านหลังของเขาในแผน 4-2-3-1 นี้ จะมีมิดฟิลด์ที่คอยซัพพอร์ทเขาอยู่ถึง "สองคน" ในระบบที่ใช้กลางคู่ ซึ่งมักจะเป็นมิดฟิลด์ตัวที่รับหน้าที่ในการเป็นแกนหลักของการคุมเกม ครองบอล เชื่อมเกมอยู่แล้ว

มองกลับไปยังยุคโอเล่ มีกลางรับคู่เป็นฐานสองคนให้บรูโน่คือ "แม็ค-เฟร็ด"

ยุคเอริค เทน ฮากปีแรก มีกลางสองตัวเป็นคนครองบอล เชื่อมเกม build-up มาให้เขา นั่นคือ "คาเซมิโร่-เอริคเซ่น"

ใน Task หน้าที่การเล่นต่างๆในแดนกลาง ทั้งครองบอล ตั้งเกม เล่นเกมรับ การมีมิดฟิลด์คู่กันในระบบ double pivot จะทำให้การเล่นตรงนี้เสถียรขึ้น และเมื่อทีมสามารถครองบอลได้ดี เก็บบอลได้มากกว่าเดิม และมีบอลมา "ป้อน" ให้บรูโน่ที่ทำเกมรุกอยู่ด้านบน บรูโน่จะสามารถเล่นเกมรับได้อย่างที่ไม่ต้องกังวลอะไรด้านหลัง

เปรียบเทียบกับบาสเก็ตบอล บรูโน่เหมือนเป็นตัวยิง 3P ที่ยิงเอายิงเอา ยิงไปเรื่อยๆ เข้ามั่งไม่เข้ามั่ง แต่ถ้ามีพอยท์การ์ดคอยป้อนบอลมาให้เรื่อยๆ ถ้ามีพาวเวอร์ฟอเวิร์ดรีบาวด์ลูกกลับมาได้บ่อยๆ บรูโน่ก็จะมีโอกาสทำเกมรุกได้เพิ่มขึ้นเท่านั้น

ในบริบทที่คล้ายๆกัน หากในสนามเรามีมิดฟิลด์ตรงกลางแข็งๆ คอยเป็นฐานที่ป้อนบอลให้เขาทำเกมรุกในแดนบนได้ ฝีเท้าของบรูโน่จะกลับมาไฉไลและโดดเด่นอีกครั้งทันที

สองเหตุผลนี้คือตัวแปรสำคัญที่เป็นคำตอบว่า ทำไมบรูโน่ แฟร์นันด์ส ถึงได้ฟอร์มดีในระบบ 4-2-3-1 อย่างที่เราเห็นกันมาโดยตลอด และทำไมเมื่อเปลี่ยนเป็น 4-3-3 ฟอร์มก็ดรอปตามไปด้วย ปัญหาที่เกิดขึ้น นอกจากตัวเขาเองแล้ว ระบบก็มีปัญหาเช่นกัน เราไม่ได้จะเขียนบอกว่า เป็นเพราะระบบอย่างเดียวที่ทำให้บรูโน่ฟอร์มแย่ เจ้าตัวก็ต้องรีดเร้นศักยภาพออกมาให้ได้เช่นกัน ไม่มีข้ออ้างอะไรทั้งนั้น จะมาบอกว่าไม่ฟิต จะบอกว่าระบบไม่ดี แต่ช็อตบางช็อตมันก็เป็น Individual Error ที่เกิดจากตัวของเขาเองจริงๆ จ่ายบอลสั้นไปบ้าง เสียบอลบ้าง ฯลฯ

สิ่งนี้ต้องแก้ไขไปพร้อมๆกับระบบที่ลงตัวมากขึ้นกว่าช่วงสองเกมที่ผ่านมา

มันไม่ใช่เรื่องที่น่าดีใจเลยที่ต้องเสีย เมสัน เมาท์ ออกไปจากทีมอีกหลายสัปดาห์ แฟนบอลที่มีทัศนคติอันดีในการเชียร์ฟุตบอลคงรู้อยู่แล้วว่าเราหมายถึงอะไร แต่ยังไงก็ตาม "วิกฤต" ตรงนี้คือ "โอกาส" มันเป็นไฟต์บังคับที่เอริค เทน ฮาก จะต้องใช้นักเตะคนอื่นๆลงมาเล่นกลาง ที่ไม่ใช่เมสัน เมาท์แล้ว

3. ปรับแผนแมนยูตอนนี้ยังไงได้บ้าง แก้ปัญหาเฉพาะหน้าในช่วงที่เมสัน เมาท์ไม่อยู่

ทางเลือกในการจัดทีมของเอริค เทน ฮาก มีหลากหลายรูปแบบยามที่เมาท์ไม่อยู่ ด้วยตัวเลือกสำคัญสามคนที่สามารถปรับมาทดแทนตำแหน่งกันได้ นั่นก็คือ เอริคเซ่น / ฮันนิบาล / และ "เจดอน ซานโช่"

หลายคนอาจงงว่า ซานโช่มาเกี่ยวอะไรกับเรื่องแผงกองกลาง? ไปดูทางเลือกต่างๆดังต่อไปนี้กันครับ

3.1 "เมื่อวานก็รัก วันนี้รักเธอ พรุ่งนี้ก็รักเธอ" รักเดียวใจเดียว 4-3-3

ในกรณีที่เอริค เทน ฮาก ยืนยันหัวเด็ดตีนขาดว่าจะให้ทีมใช้ระบบใหม่ 4-3-3 ที่เน้นโอเวอร์โหลดให้ได้ จึงพยายามใช้ต่อไปเพื่อให้ผู้เล่นเราคุ้นเคยกับระบบใหม่ ถ้าจะเอาทรงนี้ก็เปลี่ยนนักเตะลงสนามมาแทนเมสัน เมาท์ ได้โดยตรงเลยด้วยการใส่มิดฟิลด์เบอร์ 8 เข้ามาเล่นแทนกัน ซึ่ง ณ ตอนนี้เราก็เหลือเพียงแค่ "ฮันนิบาล เมจบรี" เท่านั้นที่พอจะเล่นตรงนี้ได้ 

ฮันนิบาลมีทั้งพลังงาน มีความแข็งแกร่ง ดุดัน และที่สำคัญใจสู้สุดๆ เป็นนักเตะที่เหมาะกับการเป็นตัวพลังงานในแดนกลางมากๆ ให้ฮันนิบาลรับหน้าที่แทนเมาท์ไปเลยทั้งเกมรุกเกมรับ ก็จะทดแทนกันพอดี

กลยุทธ์นี้คือตัวเลือกแรก ถ้าหากน้าสิบอยากจัด 4-3-3 ให้ได้ แม่ทัพคาร์เธจหัวฟูๆรายนี้คือตัวเลือกที่เหมาะสมสำหรับแผน 8 คู่ ส่วนแม็คโทมิเนย์ อย่างที่กล่าวไปแล้วว่ามีปัญหาการเล่นในด้านการเชื่อมต่อเกม คงใช้งานแผนนี้ได้ยาก ยกเว้นให้เล่นกลางต่ำแทนคาเซมิโร่นั่นก็อีกเรื่อง (แต่ประเด็นคือคาเซมิโร่ก็ไม่ได้เจ็บซะด้วย)

3.2 "บรูโน่-คาเซ-เอริคเซ่น" กลับมาใช้ 4-2-3-1 ด้วย combination ปีที่แล้ว 

แผนนี้ไม่ต้องคิดอะไรมาก กลับไปเล่น double pivot แบบปีที่แล้ว ที่ให้เอริคเซ่นยืนต่ำเท่ากับคาเซมิโร่ เพื่อช่วยในการครองบอล แก้เพรส เล่น build-up ตั้งเกมขึ้นแดนหน้า ซึ่งก็เป็นสิ่งที่เราเขียนมาในบทความนี้ว่า ถ้าเล่นด้วยระบบแบบนี้ บรูโน่ก็มีโอกาสจะเรียกฟอร์มกลับมาได้ ไม่ว่าจะเป็นแอสซิสต์หรือประตู รวมถึง performance ในสนามด้วย

อย่างที่เขียนไว้แล้ว ย้ำอีกทีว่า ถ้าอยากให้บรูโน่สร้างพลังทำลายให้ทีมได้ ระบบแบบนี้จะเหมาะที่สุด เพราะเขาได้เล่นรุกเต็มที่ และมีฐานซัพพอร์ตบอลด้วยมิดฟิลด์สองคนอยู่ด้านหลัง

3.3 "DLP Bruno" ถอยกัปตันลงต่ำมาคุมเกม

นี่คือหนึ่งในแผนปีที่แล้วที่เคยเอามาใช้หนึ่งนัด ปรากฏว่าได้ผลดีทีเดียว เพราะบรูโน่มีความสามารถในการวางบอลยาวอยู่แล้ว ด้วยสกิลและวิสัยทัศน์ในการเล่นที่ดี อ่านเกมและอ่านสนามได้ขาด ดังนั้นการถอยบรูโน่ลงมาต่ำให้เล่นเป็นเพลย์เมคเกอร์ตัวต่ำแบบ DLP ไปเลย ก็เป็นตัวเลือกที่พอจะนำกลับมาใช้ได้ในช่วงนี้ที่ทีมขาดมิดฟิลด์อยู่

บรูโน่เล่นได้เข้าขากับคาเซมิโร่อยู่แล้ว เมื่อถอยเขาลงมาคุมเกมจากพื้นที่กลางต่ำในลักษณะของ 6 กึ่ง 8 แมนยูไนเต็ดจะครองบอลได้นิ่งขึ้นและชัวร์ขึ้น ขณะที่ยังสามารถใช้มิติเกมรุกบางส่วนของบรูโน่ได้จากการวางบอลยาวขึ้นหน้าไปให้ตัวรุกคนอื่นๆทำเกมต่อ

ส่วนในตำแหน่งของบรูโน่เองที่เป็นกลางรุกนั้น กรณีที่ถอยเขามายืนต่ำ คนที่จะมาเล่นแทนบรูโน่ได้ในพื้นที่ AM หมายเลข 10 ของทีมก็คือ "เจดอน ซานโช่" ที่เราเกริ่นไว้แล้วนั่นเอง ซึ่งส่วนตัวเชียร์แผนนี้มากกว่าที่จะให้เอาซานโช่ไปเล่น False Nine น่าจะสร้างเกมรุกให้ทีมได้ ร่วมกับแนวรุกคนอื่นๆ เช่น อันโทนี่ แรชฟอร์ด หรือ การ์นาโช่

4. Conclusion

ข้อสรุปทั้งหมดของเนื้อหาที่กล่าวมานี้ เราแค่จะบอกว่า ในวิกฤตตอนนี้ที่ทีมเสียผู้เล่นจากอาการบาดเจ็บไปหลายคน แต่มันก็อาจจะเป็นจังหวะที่ได้ปรับระบบกลับไปลงตัวอีกครั้ง และก็อาจเป็นโอกาสของนักเตะอีกคนด้วยเช่นกัน

เมาท์เจ็บไม่ใช่เรื่องที่แฟนบอลที่ดีควรจะดีใจ แต่ในอีกมุมหนึ่ง มันคือโอกาส และไฟต์บังคับที่เทน ฮาก จะต้องยอมเปลี่ยนแปลงผังการเล่นในสนามบ้าง ซึ่งมันน่าจะดีขึ้นกว่าสองเกมแรกที่ผ่านมาแน่นอน ไม่มีอะไรแย่กว่านั้นแล้ว

แบ็คซ้ายที่ลุค ชอว์ น่ากลัวว่าจะเจ็บยาวไปเป็นแรมเดือนในกรณี Worst Case Scenario ก็อาจจะเป็นโอกาสแบบเต็มๆให้ Dalot กลับมากู้ศรัทธาของแฟนบอลที่มีต่อตัวเขาได้อีกครั้ง หรือถ้าเอริคจะลองให้โอกาสแบ็คซ้ายธรรมชาติอย่าง Alvaro Fernandez ก็น่าจะเป็นเวทีแจ้งเกิดได้เลยหากว่าลงแล้วทีมชนะ และเขาฟอร์มดี

ในโอกาสที่ทีมน่าจะต้องปรับแผนการเล่นเป็นที่แน่นอนแล้ว เราลองมาจับสังเกตกันดูว่า หากเอริค เทน ฮาก ยอมใช้ 4-2-3-1 ที่วางระบบ double pivot มาคุมเกมกลางสนามอีกครั้ง มันจะเปลี่ยนแปลงอะไรให้เราเห็นบ้าง ซึ่งถ้าสมมติฐานและการวิเคราะห์ของเราถูกต้อง สิ่งที่จะดีขึ้นกว่าเดิม จะตามมาให้เห็นอย่างชัดเจนแน่นอน คือ "เปอร์เซ็นต์การครองบอลของทีมจะดีขึ้นกว่าเกมที่ผ่านมา" และ "บรูโน่ แฟร์นันด์ส จะต้องมีแอสซิสต์หรือประตูแน่ๆ"

ถ้าเอริคปรับแผนมาเล่นแบบนี้ และเราคาดการณ์ถูกต้อง สองสิ่งนี้จะต้องเกิดขึ้นแน่นอน

ปัญหามีไว้ให้แก้ไขและก้าวผ่านมันไป ไม่ได้มีเอาไว้ให้ตีตนไปก่อนไข้ แล้วยอมแพ้กับโชคชะตาว่าไม่รอดแน่ๆแล้วแบบนั้น นั่นคือทัศนคติแบบผู้แพ้ที่ไม่ควรเกิดขึ้น และเราเชื่อว่าทีมของเราจะผ่านเรื่องราวในช่วงนี้ไปได้

มาลองกันสักตั้งวะ 

#TrustinProcess

#BELIEVE 

-ศาลาผี-


ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา โปรดติดตามเรา :
เพิ่มเพื่อน
เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
ระดับ : {{val.member.level}}
{{val.member.post|number}}
ระดับ : {{v.member.level}}
{{v.member.post|number}}
ระดับ :
ดูความเห็นย่อย ({{val.reply}})