:::     :::

หุ้น25% เพื่อ Football Operation ของเซอร์จิม

วันจันทร์ที่ 16 ตุลาคม 2566 คอลัมน์ #BELIEVE โดย ศาลาผี
1,781
ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา โปรดติดตามเรา :
เพิ่มเพื่อน
เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
ฝ่ายกาตาร์ที่ถอนดีลไป และกำลังจะกลายเป็นหุ้น25%ที่ถูกขายให้เซอร์จิมพร้อมกับอำนาจดูแลงานฟุตบอลของสโมสร จะดีหรือแย่ บทความนี้มีข้อสังเกตที่แฟนผีควรจะรู้และได้คิดกันก่อนที่จะเลือกว่า จะ "ต่อต้าน" หรือ "สนับสนุน" ?

จากข่าวความเคลื่อนไหวล่าสุดในเรื่องกระบวนการซื้อขายสโมสรแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด หลังจากที่ข่าวใหญ่เมื่อคืนก่อน สื่อระดับสูงหลายๆเจ้าต่างก็ยืนยันว่า ฝั่งของท่านชีคยาสซิม ได้ถอนสมอไปแล้วในการจะซื้อแมนยูไนเต็ดเนื่องจากการตั้งราคาขายของตระกูลเกลเซอร์สูงกว่าราคาประเมินที่ควรจะเป็นอย่างมาก ซึ่งแสดงให้เห็นได้ชัดว่าตระกูลนี้ต้องการเพียงแค่กำไรจากการขายให้ได้มากที่สุดเท่านั้น

ไม่ได้แค่อยากจะ "ขาย"

(เพราะถ้าอยากขายจริงๆ + ทำกำไรบ้างเล็กน้อย ที่ผ่านมาก็ควรจะขายได้แล้วเพราะเงินที่ทั้งท่านชีคและเซอร์จิมเสนอ ก็ถือว่ามหาศาลพอที่จะเทคโอเวอร์ได้แล้ว แต่กลับไม่ยอมขาย)

ทั้งๆที่ยื่นประมูลเต็มจำนวนเพื่อเข้าควบคุมแบบ Full control แต่ข้อเสนอก็ยังคงไม่ดีพอ ฝั่งท่านชีคยาสซิมจึงถอนตัวออกจากกระบวนการซื้อขายเนื่องจากมองว่าการประเมินมูลค่าโดยเจ้าของนั้นไม่สมกับราคาตามความเป็นจริง

ตามมาติดๆจากข่าวนี้ ก็มีรายงานต่อมาเช่นกันว่า เซอร์จิม แรทคลิฟฟ์ ดูเหมือนว่าจะมีความเป็นไปได้ในการจะเข้าซื้อหุ้นสโมสรแบบบางส่วน ในลักษณะที่เหมือนกับจะเป็น PBT (Partial Business Transfer) ที่มีการโอนกิจการบางส่วนให้กับเซอร์จิม 

โดยข่าวรายงานว่า สาเหตุที่เซอร์จิม แรทคลิฟฟ์ ยอมที่จะจ่ายเงินราวๆ 1.35 พันล้านปอนด์ เพื่อเข้าเป็นหุ้นส่วน "25%" ในการซื้อขายครั้งนี้ เนื่องจากข้อตกลงที่ยื่นเอาไว้ว่าจะให้เซอร์จิมเป็นคนดูแลและควบคุมกิจการด้าน "ฟุตบอล" ของสโมสร ด้วยความเป็นดีลแบบ co-ownership ที่เป็นเจ้าของร่วมกัน

ประชุมบอร์ดวันพฤหัสบดีนี้น่าจะได้เห็นอะไรชัดขึ้น รวมถึงข่าวลือต่างๆว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นไหม เช่นเรื่องที่ หาก INEOS เข้ามา พวกเขามีโอกาสจะเพิ่มขยายสนามเป็น 90,000 ที่นั่งในอนาคตหากว่าดีลหุ้นส่วนน้อยนี้สำเร็จขึ้นมา

มีคำถามว่า เกลเซอร์ยังอยู่ไหม? ยังอยู่ แต่ถอยไปอยู่เบื้องหลังมากกว่าเดิม และให้เซอร์จิมบริหารด้านฟุตบอลของสโมสรไปในฐานะบอร์ดบริหารสูงสุดในเรื่องนี้

ซึ่งก็ยังมีข้อสงสัยอยู่ว่า มีข้อกำหนดหรือ "เงื่อนไข" ข้อตกลงใดๆที่แนบเอาไว้กับดีลหรือไม่ ที่จะทำให้เขามีโอกาสที่จะค่อยๆซื้อหุ้นเพิ่มทีละนิดจนกระทั่งกลายเป็น Full takover ในอนาคตหรือเปล่า นี่คือสิ่งที่น่าสนใจ และหลายๆคนก็มองว่านี่เป็นก้าวแรกที่เซอร์จิมจะเข้ามา (คืออย่างน้อยก็น่าจะดีกว่า Glazers100% แน่ๆ) 

ซึ่งอย่างน้อย หลายๆฝ่ายมองว่ากลุ่มเซอร์จิมก็ดูที่จะมีความต้องการเข้ามาทำให้ธุรกิจฟุตบอลกลับมารุ่งเรืองอีกครั้งที่โอลด์แทรฟฟอร์ดแห่งนี้

กลุ่มแฟนบอลอย่าง MUST ได้ออกแถลงการณ์ต่อเรื่องที่ชีคยาสซิมถอนตัวจากการประมูล และกรณีที่เกี่ยวข้องกับเซอร์จิมเอาไว้ดังนี้

"มันจะเป็นการมองในแง่ดีอย่างมาก ในการที่จะคิดว่าทุกๆการดำเนินงานของเกลเซอร์จะเป็นไปเพื่อผลประโยชน์ของแฟนบอล จากการตัดสินใจใดๆก็ตามที่ไม่ได้เป็นการทำเพื่อประโยชน์ของตัวพวกเขาเอง ทางเราขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ของแมนยูไนเต็ด จะต้องมาก่อนผลประโยชน์ของตนเอง ซึ่งถ้าหากรายงานเรื่องที่ INEOS จะได้รับส่วนแบ่ง 25% ในสโมสรของเรา ก็มีคำถามหลายข้อที่ต้องการความชัดเจนในเรื่องนี้ ก่อนที่ผู้สนับสนุนจะตัดสินข้อดีข้อเสียของมันได้"

ถูกอย่างที่ MUST บอก ก่อนที่จะสนับสนุนดีลของเซอร์จิม แฟนบอลเองก็ควรมีสิทธิ์ที่จะได้รู้ว่า "ดีล" ที่ว่านี้ ใครได้ประโยชน์เสียประโยชน์

เงินที่ถูกนำมาเข้าสู่ระบบผ่านส่วนแบ่งหุ้นที่จะมีการซื้อขายกัน จะถูกนำมาเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางฟุตบอลของสโมสรหรือไม่ ประเด็นนี้เป็นสิ่งสำคัญมากๆสำหรับแฟนบอลอย่างเราที่แอบรู้มานานแล้วว่า สนามซ้อมเราย่ำแย่ แม้แต่รังเหย้าอย่างโอลด์แทรฟฟอร์ด มันคลาสสิค วินเทจ และอบอุ่นก็จริงอยู่ แต่สภาพที่แท้จริงเสื่อมโทรมจนไม่รู้จะว่ายังไงแล้ว ทั้งหลังคาสนาม ห้องน้ำ และอีกมากมาย ล่าสุดก็ได้ฟังคำพูดจาก อดีตคนในคนหนึ่ง ที่เชื่อว่าน้องมันไม่ได้โกหกแน่ๆ

ชาร์ลี ซาเวจ

น้องย้ายไปอยู่กับเรดดิ้งแล้วพูดคำนี้เอาไว้ล่าสุดเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาว่า "Manchester United’s training ground is ON PAR with Reading’s!” (สนามซ้อมของแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดพอๆกับที่เรดดิ้งเลย)

หรือถ้าจะเอาตรงกว่านี้ ก็ที่พี่โด้พูดไว้ตอนสัมภาษณ์กับเพียร์ซนั่นแหละ

"ไม่มีอะไรเปลี่ยนเลยสักอย่าง น่าแปลกใจมาก ไม่ใช่แค่สระว่ายน้ำนะ จากุซซี่ แม้แต่ยิม ห้องครัว เชฟที่ผมชื่นชอบ ผู้คนน่ารักๆ คือทุกอย่างมันเหมือนหยุดเวลาเอาไว้ มันทำให้ผมประหลาดใจมาก ผมคิดว่าผมจะได้เห็นอะไรอย่างอื่น ทั้งเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐาน น่าเสียดายว่าส่วนใหญ่เป็นของเดิมๆที่ผมใช้ตั้งแต่ตอนอายุ 21,22,23 นั่นเลย ผมประหลาดใจมาก"

"ตั้งแต่เฟอร์กูสันจากไป ผมไม่เห็นการพัฒนาใดๆในสโมสรเลย ความก้าวหน้าเป็นศูนย์ (Progress is zero) คุณต้องรื้อทิ้งแล้วสร้างมันใหม่ ถ้าพวกเขาจะเริ่มต้นจากผมก็ไม่เป็นไร ไม่ใช่ปัญหา" 

เจ็บชะมัด แต่จริงสุดแล้ว

ล่าสุดบุคคลผู้ซึ่งถือว่าเป็นสื่ออีกหนึ่งราย และเป็นอดีตตำนานแมนยูไนเต็ดอย่างเฮียเนฟ แกรี่ เนวิลล์ ออกมาโพสต์ทางอินสตาแกรมเช่นกันถึงสถานการณ์ในตอนนี้ที่อาจจะมีการขายหุ้นบางส่วนเกิดขึ้น แกรี่เขียนเอาไว้อย่างน่าสนใจตามดีเทลต่างๆต่อไปนี้

"ข่าวการถอนตัวของกลุ่มกาตาร์เมื่อคืนนี้ที่สุดท้ายกำลังจะกลายเป็นดีลขายหุ้นบางส่วน มันทำได้จริงหรือไม่ และจะเป็นยังไงต่อองค์กรที่กำลังลำบากอยู่ในขณะนี้"

"มันจะเป็นการดีหากการเทคโอเวอร์แมนยูไนเต็ดจะสามารถทำตามสิ่งเหล่านี้ได้อย่างไม่มีข้อต่อรอง ที่ผมยื่นไว้เมื่อปีก่อน"

1. โปรเจ็คกีฬาใหม่

2. สนามใหม่ หรือซ่อมแซมปรับปรุงโอลด์แทรฟฟอร์ด

3. สนามซ้อมแห่งใหม่

4. การปรับปรุงพื้นที่โดยรอบใหม่ทั้งหมดเพื่อสร้างโลกแห่งแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดที่จะสร้างประสบการณ์ที่ดีให้แฟนบอล

5. ล้างหนี้และงดรับเงินปันผลจนกว่ากระบวนการข้างต้นจะเสร็จสิ้น

และจากเรื่องราวใน 2-3 ปีที่ผ่านมา ดูเหมือนว่าจะต้องเพิ่มข้อ 6 ขึ้นมาอีกข้อ

6. สโมสรต้องการความเป็นผู้นำที่จะนำความยุติธรรม หลากหลายและครอบคลุมมากกว่าเดิมเพื่อจะสร้างสิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรมที่เป็น positive ให้เกิดขึ้น ขณะที่ยึดมั่นค่านิยมและหลักการของสโมสร ใครที่จะตัดสินใจในเรื่องราวที่ยากลำบากเพื่อจะป้องกันไม่ให้เกิดการบ่อนทำลายภาพลักษณ์ของสโมสร

การขายหุ้นบางส่วนดังกล่าวนี้สามารถทำให้สโมสรบรรลุเป้าหมายต่างๆเหล่านี้ที่ได้กล่าวมาข้างบนหรือไม่ ผู้ถือหุ้นรายย่อยสามารถสร้าง impact ใดๆให้เกิดขึ้นตามนี้ได้หรือเปล่า มันมีคำถามขึ้นมามากกว่าคำตอบ

"ความต้องการของผมเสมอๆในตอนนี้ก็คือต้องการให้ตระกูลเกลเซอร์ออกไปอย่างสมบูรณ์แบบ พวกเขาอยู่มานานเกินเวลาไปมากแล้วจนทำให้อาจจะลืมข้อเท็จจริงบางอย่างไป ดังนั้นมีคำถามอีกมากมายที่แฟนๆอยากจะได้รับคำตอบ เริ่มต้นง่ายๆจาก 16 ข้อต่อไปนี้"

1. การกระจายตัวของเงินทุนจะมีลักษณะอย่างไร เงินสดจะถูกนำออกจากสโมสรทั้งหมดหรือไม่?

2. เกลเซอร์คนไหนที่จะออก หรือลดบทบาทลงไป?

3. มันจะส่งผลอย่างไรต่อผู้ถือหุ้นในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์กหรือไม่

4. ผู้บริหารยังอยู่กันเหมือนเดิมหรือไม่?

5. ฝ่ายกีฬายังคงอยู่เหนือผู้จัดการทีมใช่หรือเปล่า?

6. ใครจะมาเป็นบอร์ดควบคุมฝ่ายกีฬา?

7. มีเงื่อนไขข้อตกลงจะลดสัดส่วนของตระกูลเกลเซอร์ในอนาคตหรือไม่ที่จะมาทำข้อตกลงกับผู้ถือหุ้นรายย่อย และเมื่อไหร่?

8. เราใช้เครดิตและหนี้จนเต็มวงเงินแล้ว ดีลนี้จะเปลี่ยนแปลงเรื่องโครงสร้างเงินทุนและปัญหาทางการเงินของสโมสรอย่างไร?

9. มีหนี้เพิ่มเข้ามาอีกหรือไม่?

10. มีการใช้หนี้ส่วนไหนบ้างไหม?

11. ข้อตกลงนี้มีผลกับองค์ประกอบของบอร์ดยังไง

12. ผู้ถือหุ้นรายย่อยจะส่งผลเชิงลบต่อวัฒนธรรมภายในองค์กรหรือไม่?

13. โอลด์แทรฟฟอร์ดโทรมมากและต้องการปรับปรุงครั้งใหญ่ ดีลนี้จะช่วยอะไรเรื่องนี้ได้บ้าง?

14. ดีลนี้จะทำให้เกิดการพัฒนาสนามซ้อมให้ได้มาตรฐานมากน้อยแค่ไหน?

15. โอลด์แทรฟฟอร์ดต้องการลงทุนในพื้นที่รายรอบ ดีลนี้จะสร้างผลกระทบในด้านดียังไงได้บ้าง หรือจะให้มันรกร้างไร้ประโยชน์

16. ผู้ถือหุ้นส่วนน้อยรายนี้จะหยุดความถดถอยที่กำลังกัดกินองค์กรได้อย่างไร เมื่อคนที่ดูแลและทำให้มันเกิดความเสื่อมแบบนี้ยังคือถือหุ้นใหญ่ที่นี่อยู่?

ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่แกรี่ เนวิลล์ ตั้งข้อสังเกต และ "ตั้งคำถาม" เอาไว้แทนแฟนบอลว่า การเข้ามาถือหุ้นส่วนน้อยมันจะช่วยอะไรในเรื่องนี้ได้บ้าง 

จากรายงานล่าสุดของดิแอธเลติก โดย Ornstein และ Whitwell ตั้งข้อสังเกตเอาไว้เช่นกันเกี่ยวกับโครงสร้างอำนาจในปัจจุบันหากมีการขายหุ้นรายย่อยดังกล่าว

สิ่งที่เราอยากรู้คือ เซอร์จิมที่ถือหุ้น 25% จะมีอำนาจควบคุมได้มากน้อยแค่ไหนจากหุ้นส่วนย่อยนี้ แหล่งข่าวกล่าวว่าดีลนี้ตั้งอยู่บนอำนาจที่จะได้ตัดสินใจในเรื่องฟุตบอล ซึ่งก็ส่งแรงกระเพื่อมให้กับแผนกฟุตบอลของสโมสรด้วยเช่นกันที่จะสั่นคลอนหากว่ามีการเข้ามาของเซอร์จิมในดีลนี้จริง

รายงานว่า พอล มิทเชลล์ เป็นอีกหนึ่งตัวเต็งที่จะเข้ามาทำงานในตำแหน่ง Sporting Director หากมีดีลนี้เกิดขึ้น รวมถึง เซอร์เดฟ เบรลส์ฟอร์ด ซึ่งเป็นกูรูกีฬาของแรทคลิฟฟ์สายทีมนักปั่นของเขา และนีซในลีกเอิง ก็มีโอกาสที่เบรลส์ฟอร์ดจะเข้ามามีตำแหน่งที่ยูไนเต็ดมาก ซึ่งนั่นแปลว่าผู้อำนวยการฟุตบอลคนปัจจุบันอย่าง John Murtough และคนที่ทำงานอยู่ในบังคับบัญชาเขามีความไม่แน่นอนเกิดขึ้น ส่วนเอริค เทน ฮาก ตำแหน่งน่าจะปลอดภัยไม่ว่าจะเกิดอะไรในดีลนี้

ตำแหน่งของ Richard Arnold ในฐานะ CEO ก็เช่นกัน ขึ้นอยู่กับว่า SJR เพิ่มอำนาจการถือครองของเขาเมื่อใดและอย่างไรนั่นเอง

ทำไมผู้ถือหุ้นส่วนน้อยถึงจะได้ควบคุมสายงานกีฬาของสโมสร?

เพราะนั่นคือ "ราคา" ที่เซอร์จิมจะเรียกร้องจากความใจกว้างของเขา จากตัวตนของเขา ที่จะยื่นข้อเสนอซึ่งเป็นราคาระดับพรีเมี่ยมให้สำหรับส่วนแบ่งที่เป็นเหมือนชิ้นพายธรรมดาๆชิ้นหนึ่ง

ไม่มีเหตุผลอื่นใดเลยที่ผู้ถือหุ้น 25% ขององค์กรจะได้รับอำนาจมากเช่นนั้น เพราะยังไงก็ตาม ท้ายที่สุดแล้วชื่อ Manchester United ก็ยังเป็นทีมกีฬาอยู่ดี การได้ควบคุมสิ่งนั้นจึงถือเป็นการได้ควบคุมพาร์ทที่สำคัญกว่าอะไรทั้งหมด

ส่วนตระกูลเกลเซอร์ถือไพ่เหนือกว่าอยู่เสมอและมองแมนยูไนเต็ดบนความเป็นจริงที่ว่านี่คือแบรนด์โฆษณาและการค้าระดับโลกในอุตสาหกรรมความบันเทิง การดูแลทีมฟุตบอลเป็นเรื่องเล็กถ้าเทียบกับการไปทำเงินในมาเลเซีย ซึ่งหากนั่นคือสิ่งที่ตระกูลนี้โฟกัส การปล่อยให้ INEOS เข้ามาดูแล ก็เหมือนการให้พวกเขาได้ดูแลและล้างทำความสะอาดอุปกรณ์หากินเท่านั้นเอง (ดิแอธเลติกไม่ได้ใช้คำนี้แต่ meaning ก็ไม่ต่างกัน)

แน่นอนว่าทางฝั่ง INEOS มีมุมมองในเรื่องนี้ต่างออกไปแน่ๆ พวกเขาต้องการ "Performance" ให้เกิดขึ้น พวกเขามีทีมนักปั่น นักแล่นเรือ ทีมนักวิ่ง ซึ่งความมุ่งมั่นเพื่อสร้างประสิทธิภาพขั้นสูงเหล่านี้ถือเป็นสิ่งที่ INEOS ทำ

เรื่องพวกนี้คือแรงขับดันที่ทำให้แรทคลิฟฟ์สร้างอาณาจักรของเขาขึ้นมาจากกิจการที่ไม่ประสบความสำเร็จหรือเป็นที่นิยมซึ่งกำลังเสื่อมถอย เช่นการฟื้นฟูแบรนด์อังกฤษอย่าง Land Rover Defender แบรนด์แฟชั่น Belstaff

และตอนนี้ก็คือ Manchester United

เพราะงั้นดูแล้วเขาน่าจะแฮปปี้ถ้าได้เริ่มต้นควบคุมทางด้านกีฬาของดีลครั้งนี้ซึ่งก็น่าจะเป็นที่พึงพอใจและน่าตื่นเต้นสำหรับทีมงานของพวกเขา ขณะที่ก็ปล่อยให้เกลเซอร์ยังอยู่ในอำนาจบนอุตสาหกรรมอันนี้ต่อไปอีกสักระยะ แต่สุดท้ายก็อาจจะค่อยๆเข้าควบคุมและกลืนองค์กรทดแทนกลุ่มเกลเซอร์ได้เช่นกัน

นี่คือการตั้งข้อสังเกตจากบทความล่าสุดของทางดิแอธเลติกต่อกรณีของเซอร์จิมในครั้งนี้

ในฐานะแฟนบอลด้วยกัน เราตอบอะไรไม่ได้เลยว่า การถอนตัวของท่านชีค และการซื้อหุ้น 25% ของเซอร์จิมจะเป็นยังไง 

แน่นอนว่าการเสียดีลท่านชีคที่จะซื้อการเป็นเจ้าของควบคุมเบ็ดเสร็จแบบ Full control เป็นอะไรที่น่าผิดหวังมากๆหลังจากลุ้นกันมาตั้งนาน ตั้งแต่คำใบ้จากแหล่งข่าว(ที่ไหนฟะ)ของริโอ เฟอร์ดินานด์ ลากยาวจนมาถึงเมื่อคืนที่สื่อต่างๆระบุตรงกันว่าท่านชีคไปแน่ๆแล้ว (ยิ่งถ้าแกไปซื้อทีมอื่นๆในพรีเมียร์ลีกแทนยิ่งเจ็บจี๊ดเลย)

ข่าวการซื้อหุ้นส่วนน้อยของเซอร์จิม ไม่ใช่ข่าวดีพอที่จะทำให้แฟนผีดีใจได้

แต่อย่างน้อย มีอะไรเปลี่ยนแปลงบ้างสักนิดก็ยังดี วินาทีนี้แฟนผีเจอฟางเส้นสุดท้ายเส้นไหนก็คว้าไว้หมดแน่นอน และก็อย่างที่เราพูดกันในบทความนี้ การซื้อหุ้นส่วน 25% ของเซอร์จิม เราก็ยังไม่รู้ว่ามันจะช่วยอะไรได้บ้าง เหมือนอย่างที่มีแคมเปญคำว่า "Just another Glazers" อยู่ในตอนนี้

แต่ข่าวที่ออกมาว่าเซอร์จิมจะได้ควบคุม Football operation ของสโมสร ถือเป็นเรื่องที่ดีที่ทำให้เราพอจะมองเห็นข้อดีเล็กๆของมันได้

เพราะยังไงก็ดีกว่าการที่ไม่มีอะไรเข้ามาเปลี่ยนแปลงเลย

จริงอยู่ว่าเรามี Football department ของจอห์น กับ ริชาร์ด ที่ดูแลกันอยู่แล้ว หลายๆคนก็อาจจะสงสัยว่าแล้วมันจะดีขึ้นยังไง? ต้องบอกว่ามันค่อนข้างแตกต่างกัน

ทั้งจอห์น และ ริชาร์ด เป็นผู้บริหาร แต่ไม่ได้เป็นเจ้าของเงิน ขณะที่คนตัดสินใจอะไรต่างๆของภาคฟุตบอลตอนนี้ สุดท้ายก็ต้องผ่านบอร์ดอยู่ดี

ถ้ามันมี บอร์ดที่ขึ้นตรงเรื่องฟุตบอลได้เลยต่อจากนี้ เช่นเซอร์จิมที่จะเข้ามามีส่วนกับแผนกกีฬาของเรา อย่างน้อยเรื่องของ "อำนาจการตัดสินใจสูงสุด" ที่จะมีต่อสิ่งสำคัญๆของสโมสร มันจะต้องเปลี่ยนไปจากที่เกลเซอร์เคยทำแน่ เพราะวิสัยทัศน์และมุมมองของ Glazers กับ INEOS มีความแตกต่างกันอยู่พอสมควรอย่างที่ดิแอธเลติกบอกไว้

เกลเซอร์มันไม่เอาอะไรเลย ขณะที่ไอนีออสยังพอจะคาดหวังเรื่องประสิทธิภาพของทีมฟุตบอล และผลลัพธ์ในด้านกีฬาได้บ้าง ดังนั้นถ้า "$JR" จะเข้ามาซื้อหุ้นส่วนน้อยนี้ และจะเข้ามาเป็นบอร์ดที่ตัดสินใจเรื่องฟุตบอลแบบเต็มตัวเน้นๆเนื้อๆ ก็น่าจะมีการเปลี่ยนแปลงได้บ้าง

ถึงเราจะไม่รู้ว่า การเปลี่ยนแปลงนี้จะ ดีขึ้นหรือ "แย่ลง" ก็ตาม

เซอร์จิมเข้ามา อาจจะแย่กว่าเดิม อาจจะส่งผลต่อโครงสร้างโปรเจ็ค อาจจะทำให้อะไรหลายๆอย่างเปลี่ยนไป เราก็ไม่รู้ แต่นั่นก็เป็นอนาคต มันตัดสินไม่ได้ เพราะพวกเขาเข้ามา มันอาจจะดีขึ้นกว่าเดิมก็ได้ แม้ว่าจะมีพวกปลิงอย่างเกลเซอร์อยู่เบื้องหลัง แต่ก็อย่างที่บอกว่า ถ้ามีคนเข้ามาชะล้างอุปกรณ์หากินของตระกูลปลิง

"ทีมฟุตบอลแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด"

ถ้ามีคนเข้ามาดูแลตรงนี้ใหม่ มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น มันก็อาจจะเป็นไปในทิศทางที่ดีก็ได้เหมือนกัน เรื่องตรงนี้ไม่มีใครรู้ และไม่มีใครฟันธงได้ด้วย 

เพราะคำถามที่ยังไม่เคลียร์ ยังมีอีก "เยอะ" มากอย่างที่ Gary Neville ตั้งคำถามเอาไว้ถึง 16 ข้อดังกล่าว ซึ่งเป็นคำถามที่จริงทุกข้อ และเราจำเป็นต้องรู้ ตราบใดที่เรายังไม่รู้ อนาคตมันก็จะยังไม่เคลียร์เหมือนอย่างที่เราตั้งข้อสงสัยกันอยู่ในตอนนี้นั่นเอง

แต่ยังไงก็ตาม ถ้าหลักคิดแบบง่ายๆเหมือนเด็กๆว่า ถ้าไอ้ที่เป็นอยู่มัน "แย่" ของมันอยู่แล้ว จะลองเปลี่ยนเอาอีกตัวนึงเข้ามาดูซะหน่อยก็ไม่เสียหายอะไร ถ้ามันจะไม่มีอะไรดีขึ้น (พวกกูแฟนบอลไม่มีอะไรจะเสียแล้ว > ผู้เขียน) 

แต่อย่างน้อย ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงเล็กๆบ้าง มันก็ยังพอมีลุ้นเผื่อว่ามันจะมีอะไรดีขึ้นบ้างนั่นเอง สักหน่อยนึงก็ยังดี

เจ้าเซื่อเรื่อง Butterfly Effect บ่?

#BELIEVE

#GLAZERSOUT

-ศาลาผี-

References

ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา โปรดติดตามเรา :
เพิ่มเพื่อน
เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
ระดับ : {{val.member.level}}
{{val.member.post|number}}
ระดับ : {{v.member.level}}
{{v.member.post|number}}
ระดับ :
ดูความเห็นย่อย ({{val.reply}})

ข่าวใหม่วันนี้

ดูทั้งหมด