การเดินทางไกลเพื่อกลับสู่จุดเริ่มต้น

ไม่ได้ไปต่อกับ อาร์เซน่อล ทีมที่เขารักสุดใจ
ถูก ฟูแล่ม และ เร้ดดิ้ง ปล่อยตัว
ไปทดสอบฝีเท้ากับ บริสตอล ซิตี้ และ ซันเดอร์แลนด์ แต่ไม่ผ่าน
ได้โอกาสอีกกับ มิลล์วอลล์ แต่คำตอบก็เหมือนเดิม "ยังไม่ดีพอ"
ตอนอายุ 13 ปีที่ถูกปล่อยตัวออกจาก อาร์เซน่อล เอเซ่ นอนร้องไห้นานนับเดือน เพราะเขาไม่สามารถจัดการกับรู้สึกอันบอบช้ำที่เกิดขึ้นได้
"ผมไม่รู้จะจัดการกับมันยังไงดี น้ำตาพร้อมจะไหลอาบเต็มหน้าได้ตลอด" เอเซ่ กล่าว
เส้นทางชีวิตของ เอเซ่ เต็มไปด้วยความล้มเหลวและผิดหวัง ซึ่งก็เหมือนกับเด็กอีกหลายคนจากอะคาเดมี่ทั่วประเทศ
“ผมจำความผิดหวังนั้นได้ดี แต่สิ่งที่ผมถามตัวเองซ้ำๆ คือ 'เมื่อไหร่จะได้ทดสอบฝีเท้าอีก? เมื่อไหร่จะได้ลองอีก?'"
หลังออกจาก อาร์เซน่อล เอเซ่ ไปอยู่ในทีมเยาวชน ฟูแล่ม 3 ปี และช่วงสั้นๆ กับ เร้ดดิ้ง รวมถึงอีก 2 ปีที่ มิลล์วอลล์ ทว่าก็ไม่ได้สัญญาอาชีพ เขาถูกปล่อยตัวในปี 2016
ในทีมเยาวชน อาร์เซน่อล
ซันเดอร์แลนด์ ชวนเขาไปทดสอบฝีเท้า แต่สุดท้ายก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น เอเช่ เล่าว่า "ผมอยู่ที่นั่นแค่สัปดาห์เดียว"
"ผมจำได้ว่ากลับบ้านไปนอนกับพี่ชายบนเตียงสองชั้น แล้วอธิษฐานว่า 'ขอสัญญาอาชีพเถอะ ผมทำได้แน่' "
"แต่สุดท้ายข่าวที่ได้รับก็คือ ไม่ผ่าน ผมจำได้เลยว่ารู้สึกหมดหวังแค่ไหน แต่สิ่งที่ผมถามตัวเองก็คือ ‘แล้วไงต่อ?’ แล้วนั่นแหละ ควีนส์ปาร์ค เรนเจอร์ส ก็เข้ามา"
เอเซ่ ทำสำเร็จกับโอกาสครั้งนี้ เขาทดสอบฝีเท้าผ่านจึงได้เซ็นสัญญาอาชีพครั้งแรกกับ คิวพีอาร์ ในเดือนสิงหาคม ปีเดียวกัน และได้ประเดิมสนามชุดใหญ่ในเดือนมกราคม 2017 ในเกมเอฟเอ คัพ ที่พบ แบล็คเบิร์น โรเรอร์ส
"ผมเจอคนที่เห็นและเข้าใจในตัวผมที่ คิวพีอาร์ นี่คือเส้นทางที่ยาวไกล ผ่านสโมสรมากมาย ผ่านความล้มเหลวมากมาย" เอเซ่ กล่าว
คริส แรมซีย์ ผู้อำนวยการฝ่ายเทคนิค, โค้ช แอนดี้ อิมพีย์ กับ พอล ฮอลล์ และรวมถึง เลส เฟอร์ดินานด์ อดีตกองหน้าคนดัง ล้วนมีบทบาทสำคัญในการขัดเกลาฝีเท้าและเสริมความมั่นใจให้ เอเซ่ ในช่วงที่อยู่ ลอฟตัส โรด
เริ่มฉายแววกับ คิวพีอาร์
"ผมรู้สึกซาบซึ้งสุดหัวใจ เพราะนั่นคือจุดเปลี่ยนสำคัญในเส้นทางอาชีพของผม ความเชื่อมั่นในตัวเองเปลี่ยนไปนับตั้งแต่ได้เจอกับทีมงานชุดนั้น" เอเซ่ เล่าต่อ
"พวกเขาเปิดโลกทัศน์ให้ผมเข้าใจว่าฟุตบอลไม่ใช่แค่เรื่องโชว์ลีลา หรือเลี้ยงบอลผ่านคู่แข่ง แต่ยังสอนให้รู้จักเกมอย่างแท้จริง พวกเขาช่วยพัฒนาผมอย่างมหาศาล มองเห็นศักยภาพในตัว และคอยผลักดันให้มันฉายออกมา"
เอเซ่ พัฒนาตัวเองขึ้นมาอย่างต่อเนื่องกับการเล่นให้ คิวพีอาร์ โดยเฉพาะฤดูกาลสุดท้ายที่ยิงได้ถึง 14 ประตูจาก 48 นัด จนได้รับตำแหน่งแข้งยอดเยี่ยมแห่งปีของสโมสร และติดทีมยอดเยี่ยมพีเอฟเอของลีกแชมเปี้ยนชิพ รวมไปถึงมีชื่อเข้าชิงนักเตะยอดเยี่ยมของลีกที่พ่ายต่อ ลุค เอลิ่ง ไปนิดเดียว
คริสตัล พาเลซ จึงเดินหน้าดึง เอเซ่ ไปร่วมทีมด้วยค่าตัวราว 17 ล้านปอนด์ในซัมเมอร์ 2020 เขาผ่านฤดูกาลแรกด้วยการลงเล่นไป 34 นัดในพรีเมียร์ลีก ทว่าเจออาการบาดเจ็บเอ็นร้อยหวายในเดือนพฤษภาคม ทำให้ต้องเข้ารับการผ่าตัดและพักยาว 7 เดือน
หลังจากหายเจ็บกลับมา เอเซ่ ก็เริ่มตั้งปลักจริงจังกับการเล่นในถิ่นเซลเฮิร์สต์ ปาร์ค เขายิงได้ถึง 10 ประตู และลงเล่นครบ 38 นัดในลีกฤดูกาล 2022/23 แม้ฤดูกาลต่อมามีอาการบาดเจ็บรบกวน แต่ก็ยิงในลีกได้มากกว่าเดิมที่ 11 ประตู
บททดสอบในทีมหนักขึ้นเมื่อ ไมเคิ่ล โอลีเซ่ อีกหนึ่งตัวรุกคนสำคัญย้ายไป บาเยิร์น มิวนิค ในซัมเมอร์ 2014 เอเซ่ ต้องรับภาระปั้นเกม และไม่เด่นมากนักทำไปเพียง 2 ประตู และ 2 แอสซิสต์ในครึ่งฤดูกาลแรก
นำ คริสตัล พาเลซ คว้าแชมป์แรกในประวัติศาสตร์สโมสร
พาเลซ มีการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งกุนซือเมื่อดึง โอลิเวอร์ กลาสเนอร์ เข้ามาคุมทีมในเดือนกุมภาพันธ์ พร้อมกับปรับบทบาทการเล่นของ เอเซ่ ให้มีทั้งอิสระในการสร้างสรรค์เกม แต่อยู่บนพื้นฐานแท็กติก 3-4-2-1 ที่เขาเป็นรับหน้าที่เพลย์เมกเกอร์ร่วมกับ อิสไมล่า ซาร์
เอเซ่ ที่ยิงได้ 7 ประตูกับ 6 แอสซิสต์ในครึ่งฤดูกาลหลัง การเล่นร่วมกับ ซาร์ และมี ฌอง-ฟิลลิป มาเตต้า เป็นหน้าเป้า กลายเป็นสามประสานสุดอันตรายของ พาเลซ ในยุคของ กลาสเนอร์
พวกเขาเข็น ดิ อีเกิ้ลส์ เข้าสู่รอบชิงชนะเลิศเอฟเอ คัพ ไปเจอกับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่มุ่งมั่นสุดแรงคว้าแชมป์ให้ได้ หลังจากล้มเหลวในรายการอื่น
เอฟเอ คัพ นัดชิงชนะเลิศ กลายเป็นประวัติศาสตร์ของ คริสตัล พาเลซ ที่พลิกชนะ แมนฯ ซิตี้ 1-0 จากประตูชัยของ เอเซ่ ที่ยิงต่อเนื่องมาตั้งแต่รอบก่อนรองชนะเลิส และรอบรองชนะเลิศ
จากคนที่ผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำเล่า เอเซ่ สามารถเขียนประวัติศาสตร์ให้กับ คริสตัล พาเลซ ได้สำเร็จ นี่คือแชมป์เมเจอร์รายการแรกของสโมสรที่ก่อตั้งมานานเกือบ 120 ปี สถานะของเขาไม่ต่างจาก "ตำนาน" สโมสร
หลังจากผ่านการถูกปฏิเสธมากมายในวัยเด็ก เขากำลังเก็บเกี่ยวผลตอบแทนจากความไม่ยอมแพ้ มุ่งมั่น และศรัทธา
"ผมรู้สึกว่าเส้นทางที่ผมผ่านมา ทำให้ผมโตขึ้น พัฒนาขึ้น และดีขึ้น" เอเซ่ เล่าพร้อมเสริมว่าเขาเติบโตมาในครอบครัวคริสเตียนที่ไปโบสถ์เป็นประจำ
ได้เซ็นสัญญากับ อาร์เซน่อล อีกครั้ง
"ผมรู้จักหลายคนที่ถูกปล่อยตัวจากสโมสร แล้วก็หยุดเล่นฟุตบอล แต่ผมอยู่ตรงนี้ได้ ผมขอบคุณพระเจ้าอย่างเดียว เพราะผมอาจจะอยู่ที่ไหนก็ได้ทำอะไรอย่างอื่น"
"แต่ความรักในฟุตบอลไม่มีวันจากไป"
เอเซ่ มอบความทรงจำตลอดกาลให้กับแฟนบอลดิ อีเกิ้ลส์ และก้าวต่อไปของเขาคือเดินตามฝันที่ฝังลึกอยู่ในใจมานานนั่นคือ "อาร์เซน่อล"
อาร์เซน่อล สนใจในตัว เอเซ่ อยู่แล้ว ขณะที่ มิเกล อาร์เตต้า ก็เคยคุยโทรศัพท์กับเจ้าตัวในเดือนมิถุนายน แต่ อาร์เซน่อล ไม่ได้ขยับตัวเพิ่มเติมเพราะมีหลายดีลที่ต้องโฟกัส เช่นเดียวกับการต่อสัญญาตัวหลักออกไป
วันเวลาผ่านไป เอเซ่ เริ่มจะทำใจว่าโอกาสคืนรัง อาร์เซน่อล อาจหมดไปแล้ว และตัวเขาได้ข้อเสนอจาก สเปอร์ส ที่หากไม่นับการเป็นคู่อริแล้ว ก็เป็นตัวเลือกน่าสนใจในแง่การเติบโตในอาชีพ และได้เล่นในยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ด้วย
ข้อตกลงเบื้องต้นระหว่างสโมสร รวมถึงเงื่อนไขส่วนตัวคุยกันเรียบร้อย แต่ก่อนจะเซ้นสัญญาเป็นนักเตะไก่เดือยทอง เอเซ่ ขอวัดใจครั้งสุดท้ายกับโอกาสทำฝันให้เป็นจริง เขาต่อสายโทรหา มิเกล อาร์เตต้า ด้วยตัวเองเพื่อสอบถามให้แน่ใจว่ายังมีโอกาสกับ อาร์เซน่อล หรือไม่
ในความโชคร้ายที่ ไค ฮาแวร์ตซ์ บาดเจ็บ กลายเป็นประตูแห่งความหวังของ เอเซ่ เปิดขึ้นทันที อาร์เตต้า รับทราบความปรารถนาของเจ้าตัว และเข้าไปคุยกับบอร์ด ก่อนตัดสินใจร่วมกันได้และเป็นการตัดสินใจครั้งสำคัญ...ต้องเซ็นสัญญากับ เอเซ่ ให้ได้
ทุกอย่างเดินหน้าเร็วมาก อาร์เซน่อล มีข้อมูลทุกอย่างของ เอเซ่ อยู่แล้ว ขณะที่ ทิม ลูอิส รองประธานฝ่ายบริหารก็สนิทกับ สตีฟ แพริช ประธานสโมสร พาเลซ ทำให้เจรจากันง่าย
ความฝันเป็นจริง
และแน่นอน ความมุ่งมั่นและศรัทธาของ เอเซ่ ที่ทำให้ทุกคนพยายามผลักดันดีลนี้ให้ได้ และทุกอย่างก็เรียบร้อยในเวลาอันรวดเร็ว เป็นดีลที่จบเร็วมาก จากที่กำลังจะเซ็นสัญญากับ สเปอร์ส กลายเป็นจบที่ อาร์เซน่อล ในเวลาไม่กี่ชั่วโมง
"นี่คือการเติมเต็มของความฝันที่ผมอธิษฐานขอไว้ มันลึกซึ้งกว่าที่ใครจะเข้าใจได้ สโมสรนี้อยู่ในตัวผม เป็นส่วนหนึ่งของผม และผมรู้สึกได้รับพรอย่างยิ่ง" เอเซ่ กล่าวถึงการได้ย้ายร่วมทีม อาร์เซน่อล
ขณะที่ มิเกล อาร์เตต้า เสริมว่า "เรารู้จักเขาดีจากตอนที่เขายังเด็ก และเขาเป็นคนที่เต็มไปด้วยพรสวรรค์ ตอนนี้เขาเติบโตขึ้น และเรามีความสุขมากที่ได้เขากลับมา"
อาร์เตต้า เชื่อว่าอดีตลูกหม้อรายนี้สามารถมอบบางสิ่งที่แตกต่างให้กับทีม โดยเฉพาะในแง่ของความคิดสร้างสรรค์และการเคลื่อนไหวในสนาม เขาเล่นได้หลายตำแหน่งในแนวรุก และมีความสามารถในการเจาะแนวรับของคู่แข่ง
"เขาสามารถเล่นได้ทั้งริมเส้นและตรงกลาง มีความสามารถทั้งยิงประตูและจ่ายบอลที่ยอดเยี่ยม นักเตะแบบนี้ทรงคุณค่ามากในระบบของเรา" อาร์เตต้า กล่าว
"สิ่งที่เขาทำในสนามนั้นพิเศษจริงๆ ขาทำให้คุณตื่นเต้นทุกครั้งที่ได้ดู เขาเปลี่ยนเกมได้ทันทีที่มีบอล และนั่นคือคุณสมบัติที่ไม่ใช่ทุกคนจะมี"
"เขาสร้างสรรค์เกมได้ดีเยี่ยม มีเทคนิคสูง, เคลื่อนไหวเร็ว และยังเป็นคนที่มองเห็นพื้นที่และใช้โอกาสได้อย่างมีคุณภาพ"
14 ปีเต็มที่ต้องจากสโมสรอันเป็นที่รัก เอเบเรชี่ เอเซ่ ได้หวนกลับคืนสู่จุดเริ่มต้นอีกครั้ง เป็นจุดเริ่มต้นที่มอบความฝันให้กับเขา และเขาก็ไม่ยอมทิ้งมันเลยจนวินาทีสุดท้าย