ผิดหวัง
จริงอยู่ว่าใครก็ต่างพูดว่า "สิงห์บลูส์" ยังไม่ดีพอต่อการลุ้นแชมป์ แต่เชื่อเถอะว่าเรื่องนี้มันต้องอยู่ในหัวแฟนบอลบ้างแหละ
เกมในครึ่งแรกที่ สแตมฟอร์ด บริดจ์ เป็นของฝั่งเจ้าบ้านโดยสิ้นเชิงโดยที่ แอสตัน วิลล่า ไม่ได้ยิงเข้ากรอบเลยแม้แต่ครั้งเดียว ในขณะที่ เชลซี ได้ประตูขึ้นนำจาก ชูเอา เปโดร
แน่นอนว่าจากเกมที่เกิดขึ้นในครึ่งแพลพรรคสีน้ำเงินคงมองว่าพวกเขาคงจะเข้าวินในเกมนี้ได้
แต่ อูไน เอเมรี่ แสดงการอ่านเกมที่ยอดเยี่ยมด้วยการเปลี่ยนตัว 3 คนรวดด้วยการส่ง โอลลี่ วัตกิ้นส์, เจดอน ซานโช่ และ อมาดู โอนาน่า ลงเล่นแทน เอมิเลียโน่ บวนเดีย, ดอนเยลล์ มาเลน และ จอห์น แม็คกกินส์
และไม่ถึง 5 นาที วัตกิ้นส์ ก็เป็นคนทำประตูตีเสมอให้กับ "สิงห์ผงาด" กระทั่งก่อนหมดเวลา 6 นาที กองหน้าชาวอังกฤษ มาบวกประตูที่ 2 ของตัวเองในเกมนี้ให้ทีมแซงเอาชนะ 2-1
ไม่เพียงแค่ แอสตัน วิลล่า จะรั้งอันดับ 3 ด้วยการรักษาระยะห่างจาก อาร์เซน่อล และ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ไว้ที่ 3 และ 1 แต้มตามลำดับเหมือนเดิม แต่พวกเขายังทำสถิติชนะ 11 เกมติดต่อกัน นานที่สุดในประวัติศาสตร์สโมสรที่เคยทำไว้ในปี 1987 และ 1914 อีกด้วย
ขณะที่ เชลซี จบวันด้วยการหล่นมาอยู่อันดับ 5 โดน ลิเวอร์พูล แซงขึ้นไปอันดับ 4 ด้วยผลต่างประตูที่ดีกว่า และตามหลัง อาร์เซน่อล ไกล 13 คะแนน
ครึ่งแรกดูเหมือนว่า วิลล่า ไม่ควรจะได้อะไรจากเกมนี้เลย แต่ครึ่งหลังก็ต้องบอกว่าพวกเขาสมควรได้ทุกอย่าง... นี่แหละฟุตบอล
สิ่งเดียวที่แฟนบอล เชลซี อาจจะติได้ก็คือ 45 นาทีแรกพวกเขาไม่สามารถปิดเกมได้ ซึ่งเป็นข้อติที่สมเหตุสมผลอย่างยิ่งเมื่อจบเกม เพราะลูกทีมของ เอ็นโซ่ มาเรสก้า แพ้คาบ้านอย่างน่าผิดหวัง
เชลซี เล่นเกมรับอย่างย่ำแย่ จากครึ่งแรกที่ไม่มีโอกาสสับไกแม้แต่ครั่งเดียว แต่ครึ่งหลัง วิลล่า ได้โอกาสส่องประตูถึง 11 ครั้ง เข้ากรอบ 8 หนได้ 2 ประตู เทียบกับเจ้าถิ่นที่ทำได้เพียง 4 ครั้ง และไม่เข้ากรอบเลย
โอลลี่ วัตกิ้นส์ ที่ลงมาในนาทีที่ 58 ได้โอกาสส่องประตูถึง 4 ครั้ง มากกว่านักเตะทุกคนในสนามไปซะอย่างนั้น และนำมาซึ่ง 2 ประตูให้ทีมชนะ
ถึงตอนนี้ เชลซี คงต้องกลับมาดูที่ตัวเองแล้วว่ามันผิดพลาดอะไรตรงไหน ทำไมเกมในครึ่งแรกและครึ่งหลังถึงแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง รวมถึงการจบสกอร์ที่ควรจะปิดบัญชีให้เด็ดขาดตั้งแต่ครึ่งแรกแล้ว
และมันก็ยิ่งชัดเจนว่าแฟนบอล เชลซี ต้องยอมรับความจริงว่าพวกเขายังไม่ดีพอสำหรับการแย่งแชมป์ พรีเมียร์ลีก กับ อาร์เซน่อล, แมนเชสเตอร์ ซิตี้ หรือ ลิเวอร์พูล ก็ตาม
แม้แต่ท็อปโฟร์พวกเขาก็อาจจะไม่สามารถคว้ามันไว้ได้เช่นกันหากยังเป็นแบบนี้ต่อไป

